สิ่งใดทำร้ายเจ้า
สิ่งนั้นนำพรมาสู่เจ้า
ความมืด คือ ประทีป
กรอบเขตแดน คือ การแสวงหา
ข้ากล่าวเช่นนี้
อาจทำให้ดวงแก้วในใจเจ้าแตกสลาย
และมิอาจประสานกลับ
...................................................
บทกวีซูฟี ของ รูมี่
ครูส้ม : สมพร อมรรัตนเสรีกุล (พึ่งอุดม) แปล
...................................................
**ตีความ
..ความมืด คือแสงเทียน..
อุปมาเหมือนการหลับตานอก ตาในกลับเห็นได้ชัด
หรืออาจตีความขยายท่อนบนคือ ใช้ความมืด ความทุกข์ ความไม่รู้ ความไม่พึงพอใจทั้งหลาย
เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้สู่ความเข้าใจและภูมิแห่งแสงสว่าง
ดั่งประทีปเด่นสว่างได้ ก็เพราะความมืด
...กรอบและเขตแดน คือการแสวงหา..
เราแต่ละคนล้วนครอบครองอาณาจักรแห่งตัวตน
และสร้างกรอบเขตแคว้นอย่างแน่นหนา
หากไม่แปลงให้เป็นอาณาจักรแห่งการเรียนรู้
กรอบเขตขันธ์ก็ไม่ต่างอะไรกับกรงขังตัวเอง
รูมี่กล่าวเช่นนี้ อาจทำให้ดวงแก้วในใจเจ้าแตกสลาย..
ดวงแก้วในความหมายของรูมี่ในที่นี้ คือการเห็น ทัศนะ ความคิดติดยึด
..หากดวงแก้วของใครแตกสลายแล้วก็ยากที่จะประสานกลับดังเดิม..
เมื่อความคิดได้เปิดสู่ความเข้าใจใหม่อีกชุดหนึ่งแล้ว ก็ยากที่จะกลับไปเชื่อในความคิดชุดเก่าได้
... แนวคิดของซูฟี คือ การเปิดหัวใจสู่ความรัก สู่สันติ สู่การไม่แบ่งแยก
ไม่ว่าจะในเรื่องการนับถือศาสนา ชาติ ภาษา
ความเป็นหญิงเป็นชาย ทารกหรือคนชรา
ตลอดจนความต่างของวิธีดำเนินชีวิต
การเข้าถึงพระเจ้าคือการเข้าถึงสิ่งง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน
ดังบทกวีชื่อ becoming human ของฮาฟิซ ที่กล่าวว่า
การเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้านั้น เราสามารถเข้าถึงได้
ด้วยการดูแล เกื้อกูล และเมตตาสรรพชีวิตรอบตัวเรา
ไม่เว้นแม้สัตว์ และพืชพันธุ์ไม้ทุกชนิด
และสามารถเข้าถึงได้ด้วยการภาวนาไปพร้อมกับลมหายใจ
๓ มิถุนายน ๒๕๔๖
เชียงราย
.....................................................
17 Mar 2005
"สถิตสถานใด" Kabir's poem
ค่ำนี้ขอแปลบทนี้ของ กาบีร์ (กวีซูฟีชาวอินเดีย ซึ่งเป็นผู้นำกระแสภักดีโยคะในศตวรรษที่ ๑๔-๑๕)
.......................................................................
โอ ผู้บำเพ็ญตน
ณ สถานใดฤา ที่เจ้าจะค้นพบข้า
จงตรองเถิด ข้าอยู่เคียงท่านแล้ว
ข้ามิได้สถิตอยู่เพียงในอาราม หรือในสุเหร่า
มิได้อยู่เพียงคาบะ* หรือบนยอดเขาไกรลาส*
อีกทั้งมิได้อยู่ในพิธีบูชาใด
มิได้อยู่ในโยคกรรม หรือการจำศีล
หากแม้นเจ้าเป็นผู้แสวงหาที่แท้จริงไซร้
เจ้าย่อมเคยประสบสัมผัสข้า
เจ้าย่อมพบข้าแล้วในชั่วขณะแห่งกาลเวลา
กาบีร์กล่าว "โอ ท่านสาธุ พระเจ้าดำรงอยู่ในลมหายใจของสรรพชีวิต"
..............................................................................
*คาบะ Kaaba คือแท่งหินศักดิ์สิทธิ์ ในเมกกะ
*ยอดเขาไกรลาส คือที่สถิตของพระอิศวร
*สาธุ Sadhu คือนักบวชฮินดูผู้อุทิศตนให้กับการแสวงหาทางหลุดพ้น (โมกษะ)
.............................................................................
ครูส้ม : สมพร อมรรัตนเสรีกุล (พึ่งอุดม) แปล ๓๑ พ.ค.๔๖
จาก Kabir's poems ฉบับของท่านรพินทรนาถ ฐากูร
............................................................................
............................................................................
.......................................................................
โอ ผู้บำเพ็ญตน
ณ สถานใดฤา ที่เจ้าจะค้นพบข้า
จงตรองเถิด ข้าอยู่เคียงท่านแล้ว
ข้ามิได้สถิตอยู่เพียงในอาราม หรือในสุเหร่า
มิได้อยู่เพียงคาบะ* หรือบนยอดเขาไกรลาส*
อีกทั้งมิได้อยู่ในพิธีบูชาใด
มิได้อยู่ในโยคกรรม หรือการจำศีล
หากแม้นเจ้าเป็นผู้แสวงหาที่แท้จริงไซร้
เจ้าย่อมเคยประสบสัมผัสข้า
เจ้าย่อมพบข้าแล้วในชั่วขณะแห่งกาลเวลา
กาบีร์กล่าว "โอ ท่านสาธุ พระเจ้าดำรงอยู่ในลมหายใจของสรรพชีวิต"
..............................................................................
*คาบะ Kaaba คือแท่งหินศักดิ์สิทธิ์ ในเมกกะ
*ยอดเขาไกรลาส คือที่สถิตของพระอิศวร
*สาธุ Sadhu คือนักบวชฮินดูผู้อุทิศตนให้กับการแสวงหาทางหลุดพ้น (โมกษะ)
.............................................................................
ครูส้ม : สมพร อมรรัตนเสรีกุล (พึ่งอุดม) แปล ๓๑ พ.ค.๔๖
จาก Kabir's poems ฉบับของท่านรพินทรนาถ ฐากูร
............................................................................
............................................................................
"ท่านรู้สึกอย่างไรในการเป็นบุรุษเพศ" : ฮาฟีซ
สาวน้อยนางหนึ่งถามข้าว่า
"ท่านรู้สึกอย่างไรในการเป็นบุรุษเพศ ?"
"ข้ามิอาจแน่ใจได้" ข้ากล่าว
นางถามต่อ "หรือท่านมิใช่บุรุษผู้หนึ่ง ?"
ครานี้ข้าตอบ "เพศของข้า ถูกตราว่าเป็นสัตว์ผู้งามสง่า
ซึ่งถูกมนุษย์จูงไปพร้อมสายบังเหียน
และเข้าสู่สนามประลองเพื่อแลกกับรางวัลไร้สาระ
สาวน้อย..เจ้าควรจะถามคำถามที่ดีกว่านี้กับฮาฟิซ
ถามว่าข้ารู้สึกอย่างไร หากว่าข้าคือ หัวใจดวงหนึ่ง
ข้าจะตอบเจ้าว่า สิ่งที่ข้ารู้สึกทั้งหมดคือ"ความรัก"
และข้าค้นพบว่าเขตแดนของหัวใจนั้นไม่สิ้นสุด
ดำรงอยู่ในทุกเพศ ทุกสถาน"
...............................................................
ฮาฟิซ
ครูส้ม : สมพร อมรรัตนเสรีกุล (พึ่งอุดม) แปล
๓๐ พ.ค. ๔๖
..............................................................
"ท่านรู้สึกอย่างไรในการเป็นบุรุษเพศ ?"
"ข้ามิอาจแน่ใจได้" ข้ากล่าว
นางถามต่อ "หรือท่านมิใช่บุรุษผู้หนึ่ง ?"
ครานี้ข้าตอบ "เพศของข้า ถูกตราว่าเป็นสัตว์ผู้งามสง่า
ซึ่งถูกมนุษย์จูงไปพร้อมสายบังเหียน
และเข้าสู่สนามประลองเพื่อแลกกับรางวัลไร้สาระ
สาวน้อย..เจ้าควรจะถามคำถามที่ดีกว่านี้กับฮาฟิซ
ถามว่าข้ารู้สึกอย่างไร หากว่าข้าคือ หัวใจดวงหนึ่ง
ข้าจะตอบเจ้าว่า สิ่งที่ข้ารู้สึกทั้งหมดคือ"ความรัก"
และข้าค้นพบว่าเขตแดนของหัวใจนั้นไม่สิ้นสุด
ดำรงอยู่ในทุกเพศ ทุกสถาน"
...............................................................
ฮาฟิซ
ครูส้ม : สมพร อมรรัตนเสรีกุล (พึ่งอุดม) แปล
๓๐ พ.ค. ๔๖
..............................................................
คืนกลับสู่มหาสมุทรแห่งวิญญาณ
ค่ำนี้ขอแปลบทกวีของรูมี่บทหนึ่ง จากหนังสือชื่อ "ฉันคือวายุ เธอเป็นอัคนี" ของแอนมารี สคิมเมล ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับประวัติ และรวมบทกวีของรูมี่
.........................................................................
ดูซิ ! เมื่อท้องทะเลก่อคลื่น ลูกแล้วลูกเล่า
ปัญญาแห่งนิรันดร์กาล ก็ปรากฏขึ้นด้วย
เสียงคลื่นซัดสาด และแผดร้อง
บอกเล่าที่มา และที่ไป
มหาสมุทรเต็มไปด้วยคลื่นขาว
ทุกหยาดฟองล้วนก่อประกอบร่าง
เป็นรูปนั้น เป็นร่างนี้
หากทุกหยาดร่างแห่งฟองคลื่น
ต้องสดับเสียงสัญญาณจากท้องน้ำ
ให้ม้วนกลับ และหลอมรวม
คืนสู่มหาสมุทรแห่งวิญญาณ
......................................................................
* การก่อเกิดและสลายคืนของฟองคลื่น เป็นความไม่รู้จบ (สังสารวัฏ)
การก่อประกอบร่างของแต่ละเกลียวคลื่น ก็เป็นมายาชั่วขณะ
มนุษย์เราอุปมาดั่งฟองคลื่น ที่ร่ายรำอยู่บนผิวน้ำทะเล
ลูกแล้วลูกแล้ว ซัดสาด ซัดเปลี่ยน ขึ้นแล้วลง มาแล้วไป ไปแล้วม้วนกลับมาใหม่
อีกทั้งเกลียวคลื่นอย่างเรา ๆ ก็ไม่มีอำนาจใด ๆ เหนือกระแสน้ำและสายลม (กรรม)
รูมี่ว่า เราทำได้ก็เพียงตระหนักรู้ ว่ามีปัญญาอันเป็นนิรันดร์ แฝงอยู่ในเกลียวคลื่น
จงหลอมละลาย และคืนกลับสู่ท้องทะเลแห่งจิตวิญญาณ
..............................................................
ครูส้ม : สมพร อมรรัตนเสรีกุล (พึ่งอุดม) แปล
พ.ค. ๒๕๔๖
...............................................................
.........................................................................
ดูซิ ! เมื่อท้องทะเลก่อคลื่น ลูกแล้วลูกเล่า
ปัญญาแห่งนิรันดร์กาล ก็ปรากฏขึ้นด้วย
เสียงคลื่นซัดสาด และแผดร้อง
บอกเล่าที่มา และที่ไป
มหาสมุทรเต็มไปด้วยคลื่นขาว
ทุกหยาดฟองล้วนก่อประกอบร่าง
เป็นรูปนั้น เป็นร่างนี้
หากทุกหยาดร่างแห่งฟองคลื่น
ต้องสดับเสียงสัญญาณจากท้องน้ำ
ให้ม้วนกลับ และหลอมรวม
คืนสู่มหาสมุทรแห่งวิญญาณ
......................................................................
* การก่อเกิดและสลายคืนของฟองคลื่น เป็นความไม่รู้จบ (สังสารวัฏ)
การก่อประกอบร่างของแต่ละเกลียวคลื่น ก็เป็นมายาชั่วขณะ
มนุษย์เราอุปมาดั่งฟองคลื่น ที่ร่ายรำอยู่บนผิวน้ำทะเล
ลูกแล้วลูกแล้ว ซัดสาด ซัดเปลี่ยน ขึ้นแล้วลง มาแล้วไป ไปแล้วม้วนกลับมาใหม่
อีกทั้งเกลียวคลื่นอย่างเรา ๆ ก็ไม่มีอำนาจใด ๆ เหนือกระแสน้ำและสายลม (กรรม)
รูมี่ว่า เราทำได้ก็เพียงตระหนักรู้ ว่ามีปัญญาอันเป็นนิรันดร์ แฝงอยู่ในเกลียวคลื่น
จงหลอมละลาย และคืนกลับสู่ท้องทะเลแห่งจิตวิญญาณ
..............................................................
ครูส้ม : สมพร อมรรัตนเสรีกุล (พึ่งอุดม) แปล
พ.ค. ๒๕๔๖
...............................................................
เงาจันทร์
จงปล่อยให้สายธารานิ่งสงบ
เธอจักได้เห็นหมู่ดารา และจันทร์ฉาย
อันส่องสะท้อนสู่ภายในของชีวิต
รูมี่
..........................................................
* เมื่อน้ำนิ่ง ดวงดาวและดวงจันทร์จึงปรากฏ
เมื่อจิตนิ่ง เงาจันทร์จึงถูกเห็น
ครูส้ม : สมพร อมรรัตนเสรีกุล (พึ่งอุดม)
พ.ค. ๔๖
........................................................
เธอจักได้เห็นหมู่ดารา และจันทร์ฉาย
อันส่องสะท้อนสู่ภายในของชีวิต
รูมี่
..........................................................
* เมื่อน้ำนิ่ง ดวงดาวและดวงจันทร์จึงปรากฏ
เมื่อจิตนิ่ง เงาจันทร์จึงถูกเห็น
ครูส้ม : สมพร อมรรัตนเสรีกุล (พึ่งอุดม)
พ.ค. ๔๖
........................................................
"ฉันได้เรียนรู้มากมายเหลือเกิน" : ฮาฟีซ
ฉันได้เรียนรู้มากมายเหลือเกิน
จากพระผู้เป็นเจ้า
จนมิอาจเรียกตัวเองได้อีกต่อไป
ว่าฉันเป็นคริสเตียน เป็นฮินดู เป็นมุสลิม เป็นพุทธ หรือเป็นยิว
ความจริงแท้ได้เผยตัวเองต่อฉันมากมาย
จนฉันมิอาจเรียกตัวเองได้อีกต่อไป
ว่าฉันเป็นชาย เป็นหญิง เป็นเทพ เป็นนางฟ้า หรือกระทั่งเป็นวิญญาณบริสุทธิ์
..เมื่อฮาฟิซได้เป็นมิตรชิดใกล้กับความรักอย่างสมบูรณ์
ความรักมลายกลายเป็นเถ้า
และได้ปลดปล่อยฉันให้เป็นอิสระ
จากความคิดและความรู้ทั้งปวงที่เคยมีมา
.................................................................................................
"ฉันได้เรียนรู้มากมายเหลือเกิน" บทกวีซูฟีของฮาฟีซ
ครูส้ม : สมพร อมรรัตนเสรีกุล (พึ่งอุดม) แปล (พ.ค.๒๕๔๖)
แปลจากหนังสือ The Gift รวมบทกวีซูฟีของฮาฟิซ
...................................................................................................
จากพระผู้เป็นเจ้า
จนมิอาจเรียกตัวเองได้อีกต่อไป
ว่าฉันเป็นคริสเตียน เป็นฮินดู เป็นมุสลิม เป็นพุทธ หรือเป็นยิว
ความจริงแท้ได้เผยตัวเองต่อฉันมากมาย
จนฉันมิอาจเรียกตัวเองได้อีกต่อไป
ว่าฉันเป็นชาย เป็นหญิง เป็นเทพ เป็นนางฟ้า หรือกระทั่งเป็นวิญญาณบริสุทธิ์
..เมื่อฮาฟิซได้เป็นมิตรชิดใกล้กับความรักอย่างสมบูรณ์
ความรักมลายกลายเป็นเถ้า
และได้ปลดปล่อยฉันให้เป็นอิสระ
จากความคิดและความรู้ทั้งปวงที่เคยมีมา
.................................................................................................
"ฉันได้เรียนรู้มากมายเหลือเกิน" บทกวีซูฟีของฮาฟีซ
ครูส้ม : สมพร อมรรัตนเสรีกุล (พึ่งอุดม) แปล (พ.ค.๒๕๔๖)
แปลจากหนังสือ The Gift รวมบทกวีซูฟีของฮาฟิซ
...................................................................................................
"เบาสบายในความรื่นรมย์" : รูมี่
ความรักพรากเอาวัตรปฏิบัติของข้าไป
หากเติมเต็มหัวใจข้าด้วยบทกวี
ข้าพยายามจะบอกตัวเองซ้ำ ๆ
ว่าข้าไม่หนักแน่นพอ
ท่านต่างหากที่แกร่งกว่า
แต่แล้วข้าก็ไม่สามารถบอกได้ดังว่า
ข้าจะปรบมือและร่ำร้องบทเพลงละนะ
แม้ว่าข้าจะเคยน่าเคารพ
เคยถือพรหมจรรย์ และแน่วแน่
แต่ใครเล่า จะทานแรงพายุไหว
ใครจะไปจดจำสิ่งเหล่านั้นได้เล่า
ขุนเขาซับเสียงสะท้อนได้ลึกซึ้งฉันใด
ข้าก็สดับสำเนียงของท่านได้ลึกซึ้งปานนั้น
ข้าเป็นเพียงเศษไม้ที่ถูกโยนเข้าไปในไฟของท่าน
ซึ่งมอดไหม้กลายเป็นควันในบัดดล
เมื่อข้ามองท่าน ข้าได้กลายเป็นความว่างเปล่า
ความว่างเปล่านี้เอง ที่งดงามเสียยิ่งกว่าการดำรงอยู่
แม้ความว่างจะได้ทำลายการดำรงอยู่จนสิ้นสูญ
กระนั้น เมื่อความว่างปรากฏ
การดำรงอยู่กลับยิ่งเฟื่องฟู งอกงาม และสรรค์สร้างชีวิตใหม่
ท้องฟ้าเป็นสีคราม
โลกก็เหมือนคนตาบอดซึ่งนั่งยอง ๆ อยู่ข้างถนน
ต่อเมื่อใครผู้ใดเห็นความว่างเปล่าของท่าน
เขาผู้นั้นจักมองทะลุฟ้าสีคราม
และผ่านเลยคนตาบอด
วิญญาณอันยิ่งใหญ่ แฝงกายอยู่ในฝูงชน
เฉกเช่นพระมูฮัมมัด และพระเยซูท่อมไปกลางเมืองใหญ่ที่ซึ่งไม่มีใครรู้จัก
สรรเสริญก็คือสรรเสริญ
คือการสิโรราบแก่ความว่างเปล่า
สรรเสริญดวงตะวัน
ไม่ต่างอะไรกับชื่นชมดวงตาของตัวเอง
แล้วการสรรเสริญมหาสมุทรเล่า
พวกเราจะว่าอย่างไร เจ้าเรือลำน้อย
ก็เดินทางท่องทะเลกันต่อไป
ใครจะรู้ได้ ว่าอยู่หนไหนแล้ว
ขอเพียงอยู่ในอ้อมประคองแห่งท้องน้ำ
ก็นับเป็นโชคอันประเสริฐ
นั่นเท่ากับได้ตื่นขึ้นมาอย่างเต็มอิ่ม
จะโศกเศร้าไปใยให้กับความหลับไหล
มันไม่สำคัญหรอก ว่าเราได้สูญสำนึกไปนานแค่ไหนแล้ว
ถึงเราจะอ่อนไหวเปราะบางไปบ้าง
ไม่เป็นไร ขอเพียงอย่ารู้สึกผิดจนเกินไป
มาสัมผัสความอ่อนโยนที่เคลื่อนอยู่รอบตัวกันดีกว่า
แล้วเบาสบาย..ในความรื่นรมย์
..................................................................
เบาสบายในความรื่นรมย์
บทกวีซูฟี ของ รูมี่
ร่วมกันแปลโดย ณัฐฬส วังวิญญู และ น้าส้ม
เพื่อใช้ในกิจกรรมภาวนาแบบซูฟี : เปิดหัวใจให้รักโลก ก.พ.๔๖
* ความหมายของคำว่า ความรัก ในบทกวีซูฟี คือสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า
..................................................................
หากเติมเต็มหัวใจข้าด้วยบทกวี
ข้าพยายามจะบอกตัวเองซ้ำ ๆ
ว่าข้าไม่หนักแน่นพอ
ท่านต่างหากที่แกร่งกว่า
แต่แล้วข้าก็ไม่สามารถบอกได้ดังว่า
ข้าจะปรบมือและร่ำร้องบทเพลงละนะ
แม้ว่าข้าจะเคยน่าเคารพ
เคยถือพรหมจรรย์ และแน่วแน่
แต่ใครเล่า จะทานแรงพายุไหว
ใครจะไปจดจำสิ่งเหล่านั้นได้เล่า
ขุนเขาซับเสียงสะท้อนได้ลึกซึ้งฉันใด
ข้าก็สดับสำเนียงของท่านได้ลึกซึ้งปานนั้น
ข้าเป็นเพียงเศษไม้ที่ถูกโยนเข้าไปในไฟของท่าน
ซึ่งมอดไหม้กลายเป็นควันในบัดดล
เมื่อข้ามองท่าน ข้าได้กลายเป็นความว่างเปล่า
ความว่างเปล่านี้เอง ที่งดงามเสียยิ่งกว่าการดำรงอยู่
แม้ความว่างจะได้ทำลายการดำรงอยู่จนสิ้นสูญ
กระนั้น เมื่อความว่างปรากฏ
การดำรงอยู่กลับยิ่งเฟื่องฟู งอกงาม และสรรค์สร้างชีวิตใหม่
ท้องฟ้าเป็นสีคราม
โลกก็เหมือนคนตาบอดซึ่งนั่งยอง ๆ อยู่ข้างถนน
ต่อเมื่อใครผู้ใดเห็นความว่างเปล่าของท่าน
เขาผู้นั้นจักมองทะลุฟ้าสีคราม
และผ่านเลยคนตาบอด
วิญญาณอันยิ่งใหญ่ แฝงกายอยู่ในฝูงชน
เฉกเช่นพระมูฮัมมัด และพระเยซูท่อมไปกลางเมืองใหญ่ที่ซึ่งไม่มีใครรู้จัก
สรรเสริญก็คือสรรเสริญ
คือการสิโรราบแก่ความว่างเปล่า
สรรเสริญดวงตะวัน
ไม่ต่างอะไรกับชื่นชมดวงตาของตัวเอง
แล้วการสรรเสริญมหาสมุทรเล่า
พวกเราจะว่าอย่างไร เจ้าเรือลำน้อย
ก็เดินทางท่องทะเลกันต่อไป
ใครจะรู้ได้ ว่าอยู่หนไหนแล้ว
ขอเพียงอยู่ในอ้อมประคองแห่งท้องน้ำ
ก็นับเป็นโชคอันประเสริฐ
นั่นเท่ากับได้ตื่นขึ้นมาอย่างเต็มอิ่ม
จะโศกเศร้าไปใยให้กับความหลับไหล
มันไม่สำคัญหรอก ว่าเราได้สูญสำนึกไปนานแค่ไหนแล้ว
ถึงเราจะอ่อนไหวเปราะบางไปบ้าง
ไม่เป็นไร ขอเพียงอย่ารู้สึกผิดจนเกินไป
มาสัมผัสความอ่อนโยนที่เคลื่อนอยู่รอบตัวกันดีกว่า
แล้วเบาสบาย..ในความรื่นรมย์
..................................................................
เบาสบายในความรื่นรมย์
บทกวีซูฟี ของ รูมี่
ร่วมกันแปลโดย ณัฐฬส วังวิญญู และ น้าส้ม
เพื่อใช้ในกิจกรรมภาวนาแบบซูฟี : เปิดหัวใจให้รักโลก ก.พ.๔๖
* ความหมายของคำว่า ความรัก ในบทกวีซูฟี คือสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า
..................................................................
"เรื่องราว และ น้ำ" : รูมี่
เรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
เปรียบเหมือนน้ำที่เราต้มไว้อาบ
มันนำข่าวสารจากไฟมาสู่ผิว
ทำให้ผิวกับเปลวไฟได้พบกัน
และชำระเราให้สะอาด
แต่น้อยคนนักจักนั่งลงท่ามกลางไฟแห่งตนได้
ดั่งกิ้งก่าหรืออับราฮัม
ส่วนมากต้องการสื่อกลางเชื่อม
ดั่งความอิ่มต้องการขนมปังสักก้อน
ดั่งความงามที่อยู่รายรอบ แต่เราก็ยังต้องเดินเข้าไปในสวนเพื่อสัมผัสงาม
ร่างกายก็เฉกเช่นนั้น
เป็นฉากกำบังที่เผยเพียงแสงบางส่วนของไฟชีวิต
น้ำ ร่างกาย และทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา
ล้วนคือ ”สื่อกลาง” ที่ทั้งอำพรางและเผยแสดงความลับของชีวิต
จงเรียนรู้ และ สำราญกับการอาบความลี้ลับ
ซึ่งบางครั้งเราก็เข้าใจ บางครั้งก็ไม่
“เรื่องราว และน้ำ”
บทหนึ่งจากหนังสือ “มัษนาวี” ของกวีซูฟี ญะลาลุดดิน รูมี
ครูส้ม (สมพร อ.) แปล
แปลจากสำนวนภาษาอังกฤษของ Coleman Barks
....................................................
เปรียบเหมือนน้ำที่เราต้มไว้อาบ
มันนำข่าวสารจากไฟมาสู่ผิว
ทำให้ผิวกับเปลวไฟได้พบกัน
และชำระเราให้สะอาด
แต่น้อยคนนักจักนั่งลงท่ามกลางไฟแห่งตนได้
ดั่งกิ้งก่าหรืออับราฮัม
ส่วนมากต้องการสื่อกลางเชื่อม
ดั่งความอิ่มต้องการขนมปังสักก้อน
ดั่งความงามที่อยู่รายรอบ แต่เราก็ยังต้องเดินเข้าไปในสวนเพื่อสัมผัสงาม
ร่างกายก็เฉกเช่นนั้น
เป็นฉากกำบังที่เผยเพียงแสงบางส่วนของไฟชีวิต
น้ำ ร่างกาย และทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา
ล้วนคือ ”สื่อกลาง” ที่ทั้งอำพรางและเผยแสดงความลับของชีวิต
จงเรียนรู้ และ สำราญกับการอาบความลี้ลับ
ซึ่งบางครั้งเราก็เข้าใจ บางครั้งก็ไม่
“เรื่องราว และน้ำ”
บทหนึ่งจากหนังสือ “มัษนาวี” ของกวีซูฟี ญะลาลุดดิน รูมี
ครูส้ม (สมพร อ.) แปล
แปลจากสำนวนภาษาอังกฤษของ Coleman Barks
....................................................
Subscribe to:
Posts (Atom)
